ดาวแบคคัส

เฉพาะสมาชิก-[Member Zone]
ระบุชื่อผู้ใช้
ระบุรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิกใหม่  
ลืมรหัสผ่าน


เฉพาะสมาชิกเท่านั้น

สำหรับเจ้าหน้าที่
      Admin

     Assistant

 

ขณะนี้ online : 1  คน

จำนวนผู้เยี่ยมชม

เริ่มนับเดือนเมษายน 2554

   

 

ประกาศข่าว

เรื่อง (พุทธศาสตร์) ภาวะที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งที่ดี คือ การอดทน
รายละเอียด (ศิลปะ การมีชีวิตอยู่ในโลก)
แม้มิได้เป็นจันทราดาราลอย เป็นหิ้งห้อยก็ยังดี
มีแสงเอง
ขอเป็นแสงสว่างน้อยๆ ในความมืด
ภาวะที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งที่ดี คือ การอดทนได้
ต่อทุกสิ่งที่มากระทบ
เสมือนหนึ่งดาบ ที่ทั้งถูกเผาถูกทุยจนเนื้อเหล็กแน่น
เหนียวและคมกริบ
ถ้าประคองจิต เจริญปัญญาฝ่าฟันปรากฏการณ์ได้
ก็จะกลายเป็นคนเข้มแข็งอย่างยอดเยี่ยม

คนที่ได้มรรค หรือ สัมมาสมาธิ
จะต้องรู้ ต้องแยกว่า สัมมาสติมีหรือเปล่า
ถ้าไม่เข้าใจจะเลยไปเป็นฌาน
สมาบัติไป
สติ สมาธิ ญาณ สามสิ่งนี้จะต้องควบคู่กันไป
วิญญาณ หมายถึงความรู้เรื่องโลก
สติ สมาธิ ฌาน หมายถึง
ความรู้ในธรรม
สติสมาธิ เป็นตัวปราบ ขันธ์ ๕
มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ทำให้สิ่งเหล่านั้นไม่บังเกิดขึ้น
ใครอยากพ้นทุกข์
ต้องเอาสติ สมาธิ ฌาน
ปฏิบัติให้สติสมาธิฌาน สูงเป็นชั้น ๆ ไป
ปฏิบัติทำไม?
ให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง
จะกล้าอยู่ในโลกอย่างโดดเดี่ยว สามารถ
พึ่งพาตัวเองได้

วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา ต้องเอากายเจ้า
เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง สติเป็นหางเสือ
ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง ถือไว้อย่าให้เอียง
ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา ปัญญาเป็นกล้องแกล้ว
ส่องดูแถวแนวหินผา เจ้าจงเอาหูตา เป็นลาต้าฟังดูลม
ขี้เกียจ คือ ปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม เอาใจเป็นปืนคม
ยิงระดมให้จมไป จึงจะได้สินค้ามา คือ วิชาอันพิสมัย
จงหมั่น มั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชาฯ
(คัดจากหนังสือดี วรรคดีไทย)

สุขแท้จริง “จิต” ไม่วิ่งไปตามโลก
อยู่เหนือความทุกข์โศก ทุกกระแส มือเท้าเหนียวเหนี่ยว
ขึ้นไปคล้ายตุ๊กแก ไม่อยู่แค่พื้นโบสถ์โปรดคิดดู
ลอยอยู่เหนือยอดโบสถ์ไปในเวหาลอยพ้นไปเหนือฟ้า
ที่เทพอยู่ ถึงความว่าง ห่างพ้นจากตัวกู
ไม่มีอยู่ไม่มีตาย สบายเอยฯ
(พระพุทธทาสภิกขุ)

ซ่อมแซม
เสริมสร้าง-ปล่อยวางความคิด
โรคทางจิตใจนี่แหละ สำคัญมาก

อย่าเชื่อความรู้ของตนเอง
เพราะความรู้นั้นทำให้รู้ผิด หรือ รู้ถูกก็ได้
ถ้ามีผู้รู้ จะทำให้เกิดความอยากรู้
อยากรู้ ทำให้ ต้องลองผิด-ลองถูก บางครั้งเจ็บปางตาย

ชีวิตจะมีค่า มีราคา ขึ้นอยู่กับประโยชน์ที่เรา “ทำ”
ฝึกกำลังจิตไว้ทำไม?
ฝึกเพื่อหาทางออกจาก “ทุกข์”
ไม่มีอาจารย์ใดศักดิ์สิทธิ์ เท่ากับจิตที่รู้จัก “ตัวเอง

ความยึดมั่นด้วยทฤษฏี หรือ ทิฏฐิต่างๆ
(บ่อยครั้งที่เราขัดแย้งกัน)
(เชื่อที่ต่างกัน) เพราะ (ความอยากได้สิ่ง)
สนองความต้องการของตน
ทำให้ยึดมั่นในหลักการ แนวความคิด กระทำต่างๆ
ที่ขัดแย้งกับความเห็นที่ ตนเองยึดไว้
เป็นการบีบคั้น ตัวตน ให้เสื่อมด้อยถอยลง
จึงต้องต่อสู้
รักษาความเห็นนั้นไว้เพื่อศักดิ์ศรีของตน
ความขัดแย้ง ผูกมัดตัวให้คับแคบ สร้างอุปสรรค
ปิดกั้นปัญญา ทำให้ไม่สามารถ มองเห็นสิ่งต่าง ๆ
ตามที่เป็นจริง
และเกิดประโยชน์จากหลักการเหล่านั้น

เธอจงวางใจเป็นกลาง มองทุกอย่างตามความเป็นจริง
เธอจงรู้จักจิต วางใจให้เป็นกลาง
จงใช้ความเชื่ออย่างมีเหตุมีผล ทำดี แต่ไม่ยึดดี ติดดี
ว่ามีใครเห็น หรือ ต้องให้รับรู้
จิตที่คิดดี ย่อมเป็นที่ตั้งของอารมณ์ที่ดี ผลจะติดตามมา
เมื่อเธอแบกคนที่เธออยากจะให้เป็น ไปทุกแห่ง
เธอจะเหนื่อยและวิตกกังวล
เธอจงทิ้งหน้ากาก แห่งความฝัน ที่อยากให้ใครเห็น
ด้วยความซื่อสัตย์ต่อตนเองจริงใจ เปิดใจ
ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย
ในการเกี่ยวข้อง กับผู้อื่นอย่างเป็นกลาง
ยึดหยุ่น ไม่ยึดมั่น จนอึดอัดบีบรัดทั้งสองฝ่ายให้เป็นทุกข์
ใช้หลักในความเห็นส่วนรวม
จึงทำให้ลุถึงประโยชน์ได้ สำเร็จสิ่งที่มุ่งหมาย

(วิชชาสาม)
ปุพเพนุวาสานุสสติญาณ
การระลึกชาติ
จุตูปปาตญาณ+การรู้จุติ
และ
อุบัติของสัตว์ทั้งหลาย
อาสวักขปญาณ
การกำจัด อาสวะได้แล้ว + ดำเนินไป
ในมรรคมีองค์แปด

(กรรม และ วิบาก)
ของสัตว์โลก มีอย่างไร
(พระตถาคต)
ย่อมรู้ทั่วถึงลักษณะ
การปรุงแต่ง
คือ
สังขาร ประกอบด้วย
(อนิจจัง)
ความไม่เที่ยง
(ทุกข์ขัง)
ความทนได้ยาก
(อนัตตา)
ความไม่อยู่ในอำนาจ

(พระตถาคต)
ทรงทราบสังขารนั้น
ทั้งสามารถ กระทำ
ให้เป็น
“วิสังขาร”
ด้วย
พระองค์ จึงทรงรู้แจ้งทั้ง
(โลกียะ)
อาการที่ตกอยู่ในโลก และ
(โลกุตตระ)
อาการที่อยู่เหนือโลก
เพราะทรงรู้แจ้ง
เจนจบครบทุกโลกจึง
เรียกว่า
(โลกวิทู)

อนุตตโรปุริสทัมมสารถิ
แปลว่า
ผู้ทรงบังคับยานขึ้นจากหล่มได้
ให้อยู่เหนือโลกฯ

(โรค)
ทุกคนเป็นโรค
ชนผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว
ย่อมยอมรับรู้ตามความเป็นจริง
เมื่อเจริญฌานแก่กล้าแล้ว
จึงเลื่อนอันดับเข้าถึง
วิปัสสนาญาณ
อันเป็นญาณอันดับต้นในวิชชา
แปดประการ
ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระองค์
ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้ปรากฏ
เห็นได้เป็นมหัศจรรย์นั้น
ก็เพราะพระองค์ท่านทรงเพียรพร้อม
ด้วยวิชชา ๘ ประการนี้
ดั่งพระคาถาสรรเสริญถึงพระคุณ
ที่ว่า
"วิชชาจรณสัมปัณโน"
ผู้ถึงพร้อม
ด้วยวิชชา ๘ และ จรณะ ๑๕

คำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน
เราทั้งหลาย
ที่ลืมตากันอยู่นี้ เปรียบเสมือน
“คนนอนหลับ”
ที่กำลังละเมอ ทำโน่นทำนี่ ทำแล้ว
ก็ระลึกไม่ได้ว่า
ตนได้ทำสิ่งใดลงไป เพราะขณะที่ทำนั้น
“ขาดสติสัมปชัญญะ

“มาร”
เป็นสิ่งที่
ต้องมี เป็นสิ่งที่ปะทะแน่
เป็นสิ่งที่มันมา ทำให้เราฉลาด
เข็มแข็ง
มารไม่ใช่ทำให้เราโง่ นั่งร้องไห้
หรือ โกรธเคือง
ถ้าจะใจดี สู้มาร ก็อาศัย
ธรรมะ
ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทำให้มีจิตปกติแล้ว
ก็จะต่อสู้ ชนะมาร ผ่านไปได้

บุคคล
ผู้อดกลั้นต่อคำล่วงเกิน
ถ้าได้ฝึกตนดีแล้ว
ก็เป็นผู้ประเสริฐในหมู่มนุษย์

ช้างกลางสงคราม
เมื่อพระศาสดาประทับอยู่
ณ กรุงโกสัมพี
พระนางมาคันทิยา อัครมเหสี
ของพระเจ้าอุเทน
ดำริถึงความหลังที่บิดาได้ยกนางให้พระศาสดา
เพราะเห็นว่าควรคู่กัน
แต่ถูกพระศาสดาปฏิเสธ นางจึงผูกอาฆาต
ในพระศาสดา

เมื่อพระศาสดาเสด็จมากรุงโกสัมพี
พระนางทรงจ้าง
พวกชาวเมืองรวมทั้งข้าทาส
และ
กรรมกรรับสั่งว่าท่านทั้งหลาย
“จงด่า”
บริภาษพระสมณโคดม
ผู้เสด็จเที่ยวเข้ามาภายในพระนคร
ให้เตลิดหนีไป
เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้ามาในเมือง
พวกมิจฉาทิฏฐิ
ผู้ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยเหล่านั้น
ได้ติดตามด่าพระศาสดา
ด้วย คำด่า
(ที่นิยมด่ากันในสมัยนั้น)
คือ
๑. เจ้าเป็นโจร ๒. เจ้าเป็นพาล
๓. เจ้าเป็นบ้า ๔.เจ้าเป็นอูฐ ๕.เจ้าเป็นวัว
๖. เจ้าเป็นลา ๗.เจ้าเป็นสัตว์นรก ๘.เจ้าเป็นสัตว์เดียรฉาน
๙. สุคติของเจ้าไม่มี
๑๐. เจ้าหวังได้ทุคติอย่างเดียว

พระอานนท์
ฟังคำนั้นได้กราบทูลพระศาสดา

อานนท์
:ชาวเมืองเหล่านี้
“ด่าว่า”
พวกเราควรไปที่อื่น

พระศาสดา
ไปไหน อานนท์
อานนท์
ไปเมืองอื่น

พระศาสดา
ไปเมื่องอื่นพวกชาวเมืองนั้น ๆ
ด่าอีกเราจักไปที่ไหนกันเล่า
อานนท์
ออกจากเมืองนั้น ไปเมืองอื่นต่อไป

พระศาสนา
อานนท์ การกระทำเหล่านี้ไม่ควร
เรื่องเกิดขึ้นในที่ใด
มันควรจะสงบในที่ นั้นแล
อานนท์
พวกชาวเมืองตลอดจนทาส
และ
กรรมกรพากันมาด่าพระศาสดา

อานนท์
เราเป็นเช่นกับช้างที่เข้าสู่สงคราม
การอดทน
ต่อลูกศรที่แล่นมาจาก ๔ ทิศ
เป็นภาระของช้างที่เข้าสู้สงคราม
ฉันใด

การอดทนต่อถ้อยคำที่คนทุศีลเป็นอันมาก
กล่าวแล้ว
เป็นภาระของเรา
ฉะนั้นเราจักอดกลั้นต่อ
คำล่วงเกิน
ดังช้างศึกที่อดทนต่อ
“ลูกศร”
เพราะคนทุศีลมีเป็นอันมากมาย
เกินกว่าที่เราจะหนีพ้น

(บุคคลผู้อดกลั้นต่อคำล่วงเกิน)
ถ้าได้ฝึกตนดีแล้ว
ก็เป็นผู้ประเสริฐใน
หมู่มนุษย์

ความรู้อื่น
มีเพียงไว้อาศัย ความรู้อันยิ่งใหญ่
ต้องทำให้พ้นทุกข์

เธอจงให้โอกาสแห่งชีวิต
อย่าติด
อยู่กับทรัพย์ภายนอกที่ยืมใช้
เพียงชั่วคราว
ขวนขวายหามาได้ ก็ต้องหมดไป
แม้แต่ชีวิต
ก็เป็นเครื่องอาศัย ให้ได้สร้างอริยทรัพย์
อันยิ่งใหญ่

จงเลือกคบคน เพื่อให้ได้ฟัง
ได้เห็น
ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อเชื่อ
ก็ต้องเชื่ออย่างมีเหตุผล
ไม่หลงทาง

จงรักษาศรัทธาที่มีต่อตัวเอง
ด้วยการไม่ทำชั่ว
ละอายใจ แม้ไม่มีใครเห็น
คิดให้เป็น เห็นเหตุปัจจัยเป็นจริง
เป็นทรัพย์ที่มีค่ายิ่ง
จะทำให้รอดปลอดภัยจากทุกข์
เป็นสุขไม่ว่าอยู่ที่ใด

ทรัพย์ภายใน
เป็นเสบียงใช้ในการเดินทางสู่
ความประเสริฐ
ด้วยศรัทธา ด้วยเชื่ออย่างมีเหตุผล
ไม่งมงาย
ประพฤติดี ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น
ด้วย หิริ ความละอายใจ
โอตตัปปะ
ความเกรงกลัวต่อบาป
พาหุสัจจะ
ความรอบรู้ จาคะ เอื้อเฟื้อเสียสละ
ด้วยปัญญา

ทรัพย์ทั้งเจ็ด อันมีค่านี้
เมื่ออยู่ภายใน
เปรียบได้กับ มหาเศรษฐี ผู้มีทรัพย์
ย่อมสามารถแจกจ่าย
ทำให้ผู้อยู่ใกล้ ได้รับประโยชน์ ความสุข
สุขทางใจที่ยิ่งใหญ่
และเป็นปัจจัย
ให้เกิดทรัพย์ ภายนอกได้มากมาย

โค้งนี้อันตราย
ไฟไม่ไหม้ พายุไม่มา ก็ยังชะล่าใจ
มองว่าป้ายที่เตือนอันตราย
ปักให้ดูเล่น ๆ

(โลภ คือ อยาก ด้วยความโง่)
เพราะฉะนั้น
มันเกิดอยู่โดยอัตโนมัติ
มูลเหตุ
มันมาจาก การไม่รู้จักส่วนเกิน
แล้วก็แย่งวัตถุ ปัจจัย

ใช้เวลาที่เหลืออีกไม่นาน
ให้ดีที่สุด
ก่อนจากโลกนี้ไป
ข้าพเจ้าทุกข์แสนสาหัส จึงค้นหา

(อย่าดูถูกตัวเอง)
ถึงแม้เราจะเป็นคนชั่ว ก็ไอ้ความชั่ว
ที่ผ่านมานั่นแหละ
มันจะพาเราให้ “เหนือทุกข์”

ยิ่งทุกข์มากเท่าได?
เหมือนเราถูกกดหัวในน้ำ
ความกลัวตาย
มันจะดิ้นรน
สุดขีด
เพื่อพยายามเอาชีวิตรอด

ผู้เขียน
กำลังเดินทางเช่นเดียวกับท่านๆ
เจ็บไม่น้อย

ธรรมใด?
ที่เอามาผสมกิเลส
แล้วมัน
ลด ละ บรรเทาลงได้
แสดงว่า เราเดินทางถูก เพียรต่อไป
แล้วคุณจะ “ออ”

ภูเขายิ่งสูง เหวยิ่งลึก
เคารพ ป้าย
บอกโค้งนี้มีอันตราย ชะลอความเร็ว
ถึงจะพลาด
ก็ให้เจ็บน้อยที่สุด

อนุสานีปาฏิหาริย์
ให้เห็นแจ้ง นำไปปฏิบัติได้ผลจริง
แก้ปัญหาชีวิตได้

(ทำกับฉันอย่างกะฉัน)
นั้นไม่ตาย
ยังอยู่กับท่านทั้งหลายอย่างหนหลัง
มีอะไรมาเขี่ยได้
ให้กันฟัง
เหมือนฉันนั่งร่วมด้วยช่วยชี้แจง
(คัดจากขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์)

บำเพ็ญบารมี
(ให้เพราะความเลื่อมใส)
ตัวปฏิคาหก ก็คือ
ตัวผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
เรามีความเลื่อมใสแล้วเราจึงให้
ฉะนั้น ผู้รับก็คือผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนี้
ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน
ไม่ใช่คนทุพพลภาพ เพราะเราให้
ด้วยความเลื่อมใส
ไม่ได้ให้ด้วยความสงสาร
(พระพุทธทาสภิกขุ)


เพื่อนแท้ ไม่ใช่แค่จริงใจ
แต่เป็นแสงอำไพแห่ง รุ่งอรุณของชีวิต

เมื่อเพื่อนประมาท
ช่วยรักษาเพื่อน และ ทรัพย์สินเพื่อน

เมื่อมีภัย ก็เป็นที่พึ่งได้
เมื่อมีอันตราย
ก็ไม่ละทิ้งกัน ชีวิตก็สละได้

คอยสนับสนุน
ให้เพื่อน
พบโอกาสที่ดีในชีวิต ทางที่สุจริต
มิตรที่แนะประโยชน์
คือ
แนะให้ตั้ง
อยู่ในความดี ให้ได้ฟัง ได้รู้
ในสิ่งที่ไม่เคยฟัง
บอกหนทางแห่งความสุข
ความเจริญ ให้เป็นมิตรที่มีน้ำใจ

เราอาจจะแสวงหามา
มากเกินความจำเป็นส่วนตัวเราได้
แต่เพื่อช่วยผู้อื่น
ช่วยเพื่อนมนุษย์ อย่างนี้
ไม่เรียกว่า (เกิน)

ต้องควบคุม อยู่ในส่วนที่พอดี ๆ
จึงใช้คำว่า อยู่ตรงกลาง
“มัชฌิมาปฏิปทา”

(คนกล่าวขนาบ)
ข่มขี่
นั่นและ คือ คนชี้ขุมทรัพย์

ใช้เวลาที่เหลืออีกไม่นาน
ให้ดีที่สุด
ก่อนจากโลกนี้ไป
ทุกข์แสนสาหัส จึงคว้าค้นหา จนพบ

(คำสอน)
ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำถูกทาง
สามารถ “พ้นทุกข์” ได้จริง

(อย่าดูถูกตัวเอง)
ถึงแม้เราจะเคยเป็นคนชั่ว ก็ไอ้ความชั่ว
ที่เราเข้าไป (สัมผัส) นั่นแหละ
เป็นครูที่วิเศษนัก
ทำให้เราเห็นความจริงของโลก
ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม

พระพุทธองค์ ทรงให้ความสำคัญ
(กับ ความทุกข์)

เราเป็นเพียงนักศึกษา ผู้ถูกโชคชะตา
ตั้งโจกย์ ให้ค้นคว้า
เมื่อเจอทาง
“เย็น”
ก็รีบมาบอกเพื่อน สุดแต่เพื่อนจะเห็น
คุณค่า ควรแก่การใช้
หรือ ได้รับประโยชน์ สมปรารถนา
สาธุ

ธรรมใด? ที่เราได้มา
ทดสอบโดย
เอามาผสมกิเลสดู ถ้ามัน
ลด ละ บรรเทาลงได้
แสดงว่า เราเดินทางถูก เพียรต่อไป
แล้วคุณจะ “ออ”

ภูเขายิ่งสูง เหวยิ่งลึก
เคารพ ป้าย
บอกโค้งนี้มีอันตราย แล้วท่านจะผ่านได้
ขอเพื่อนใช้ความพยายามนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี
จาก
ณิชนันทน์ ดาวแบคคัสฯ

บุญกุศลสูงสุด
อยู่ที่การทำหน้าของมนุษย์
นั่นคือ
การทำบุญทำกุศล มันเป็นการ
ปฏิบัติธรรมะอยู่ที่นั่น

หาทรัพย์
ก็หาด้วยสติสัมปชัญญะ
ปัญญา
เป็นหน้าที่ของผู้ที่เรียกตัวเอง
ว่าเป็นมนุษย์
มีทรัพย์ ก็มีอย่างวัตถุปัจจัย
สำหรับ
อำนวยความสะดวก
ไม่ใช่มีไว้สำหรับยึดถือ หลงใหล
ทำให้มีความทุกข์
เพราะไม่รู้ธรรมะฯ

ทรัพย์มีความหมายว่า
เครื่องปลื้มใจ
หรือ
สิ่งให้เกิดความปลื้มใจ
ผู้ใดมีทรัพย์อย่างถูกต้อง
ทรัพย์นั้น
จะให้เกิดความปลื้มใจ

ถ้ามีทรัพย์แล้ว ร้อนอกร้อนใจ
เหมือนอยู่ในกองไฟ
อย่างนี้มันไม่เป็นทรัพย์
มันไม่เกิดความปลื้มใจ มันเกิดนรก
อย่างนี้ไม่ใช่ทรัพย์
ทรัพย์ในความหมายที่ถูกต้อง
ต้อง
มีความปลื้มใจ

เรามีทรัพย์ มีหลักประกัน
มีปัจจัยเพียงพอ
เป็นเครื่องอุ่นใจ มันก็ปลื้มใจ
เมื่อเอาไปช่วยเหลือผู้อื่นก็ยิ่งปลื้มใจ
เพราะคนชนิดนี้ เขาเห็นเขารู้สึก
เขาเห็นแจ้งว่า
ให้ผู้อื่นได้กินแล้วสบาย
เป็นสุข
มากกว่ากินเอง
เราก็มีสุขเมื่อได้บริจากช่วยเหลือ
ผู้อื่น

ผู้มีปัญญาชนิดละเอียดอ่อน
เขาเห็นว่า
การให้ผู้อื่น นั่นแหละ เป็นความสุข
ยิ่งกว่า การรับเอาของผู้อื่นมา
เขาจึงพร้อมที่จะ
ให้เสมอ
ให้แล้วเป็นความสุขสนุกสบาย
เมื่อได้ให้
เรื่องทรัพย์ ควรจะมีศิลปะให้ได้
ขนาดนี้

(ทางสายกลาง)
“กรรม” แต่ไม่ “กำ”
“ธรรมะ”
ถ้าไม่สามารถช่วยคนให้มี
“ความสุข”
ปัจจุบันได้ ธรรมะก็ไม่มีประโยชน์

เข้าไปอ่านข้างใน
สมัครฟรี
จัดไว้เป็นหมวดหมู่
เพื่อท่าน
ทานนี้
เป็นเป็นประโยชน์แก่
ท่านที่ได้พบเห็น

หากเราเข้าใจ
"กรรม"
อย่างถูกต้องด้วยปัญญา
เราจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่าง
ถูกต้อง

ผู้มีเจตนาจะขับรถทับงูให้ตาย
จิตใจเขาย่อมเต็มไปด้วย
ความร้อนรนในเวลานั้น
คือ
อยากเห็นผู้อื่น "พินาศ"
เขาได้เสวยอารมณ์ของความร้อน
ในเบื้องต้นแต่แรก

เมื่อเขาลงมือปฏิบัติ
คือ
กายกรรมทับงูให้ตาย
ได้ดังเจตนา
เกิดความรู้ของตัวตนขึ้น

ว่าได้ทับงูตายแล้ว
แผ่นดินในหัวใจ ตัวตนในหัวใจ
เป็นภาวะที่ร้อน
แฝงความสะดุ้งไว้ในใจเพราะคิดไป
จากตัวตนแต่แรก จึงคิดว่า
งูนั้น
อาจเป็นวิญญาณจองเวร อาฆาตพยาบาท
เมื่อขับรถต่อไป
อดีต
แห่งพฤติกรรมอันมีเจตนา
ได้เข้ามาฝังอยู่ในใจเขากลายเป็น
"วิญญาณ"
การรับรู้ การจดจำที่ผนึกเข้าไว้กับ
"จิต"
สัญญา เมื่อคิดทีไร จิตสังขาร
ความรู้สึกนั้น ก็หวนกลับมาทุกที
เวทนา
อารมณ์นั้น ทำให้เขาเป็นผู้มีจิตใจ
ไม่มั่นคง กังวล ระแวงระวัง
เพราะถูกรบกวนด้วย
สัญญา
ที่เศร้าหมองฯ

พระองค์จึงไม่ทรง
ขัดแย้งกับลัทธิเก่าด้วยความรุนแรง
แต่
ทรงนำมนุษย์ชาติ
เข้าสู่วิถีของปัญญาด้วยความ
เมตตา

ทุกคนมีสิทธิิเท่าเทียมกัน
โดยธรรมชาติ
ที่จะเข้าถึงผลสำเร็จ
เหล่านี้ได้

เข้าไปอ่านข้างใน
นะคะ
ฟรี

(พระศาสดา)
ตรัสห้ามมวลชน
ประทานผ้าให้ห่มตน
ตรัสเทศนาเมตตานงคราญ
นางผู้เสียบุตร
และ
สามีทุกข์ทรมาน
พระองค์ทรงรู้โดยญาณ
ถึงคราวนางนั้นจะสิ้น
เวรกรรม
ทรงเทศานาว่าธรรมดา
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ย่อมมีแก่สัตว์ทั้งหลาย
ทั้งชั่วทั้งดี ทั้งสูงทั้งต่ำ
แม้ศาสดายังมิอาจ
พ้นสัจธรรม
พึงข้ามให้พ้นห้วงน้ำวัฏฏะสงสาร
"ตัด"การเวียนว่ายฯ

นางถูกกระแสแห่งธรรมนำพา
ความมืดค่อยเลือนลาง
ดั่งฟ้ารุ่งสร่างแสงธรรมกำจาย
ปฏาจารา
นางผู้เศร้าโศกเดียวดาย
หลุดพ้นสู่ทางสายใหม่
ข้ามพ้นโพยภัย
ในวัฏฏะสงสาร


ลูกเอย
ที่บ้านพระควรบูชา
ที่เปี่ยมความเมตตา หาใดในโลก
ไม่ปราณ เป็นผู้มีรักแท้
ให้ลูกนิรันดร์ ห่วงใยทุกวัน
ทุกลมหายใจ
รักลูกเสมอ

เมื่อยามลูกอ่อนเยาว์
เฝ้าคอยดูแล ยามหนุ่มสาวห่วงแท้
ลูกให้ดีเลิศเลอ แสนเหน็ดเหนื่อย สู้ทน
ก็เพือลูก นะเออ เพื่อหวังได้เจอ
ลูกมีอนาคตสดใส

พระสององค์ น่าบูชายกย่อง
พระแก้วพระทอง
พระพ่อ พระแม่่ นั่นๆไง
บุพการี
ผู้มีคุณยิ่งใหญ่
ลูกหญิงชาย จดจำเอาไว้ตราตรึง
ลูกใครลืมคุณ
บาปต้องตามส่งถึง
ชั่วชีวิตหนึ่ง
จะหาใครมาเปรียบปราน

มิ่งมงคลอยู่ทุกทิวาราตรี
แดลูกแก้วผู้มี
กตัญญูรู้คุณอนันต์
กราบ
พระพุทธ ธรรม สงฆ์
แล้วกราบพ่อแม่ท่าน อย่าลืม
ทุกวัน พระแก้ว พระทอง
ของลูกในเรือน

แสงทองแห่งฟ้า
ได้มาจากแสงอาทิตย์
แสงทองชีวิต
ได้มาจากแสงพระธรรม
ให้โลกหลุดพ้น
ให้สาธุชนพ้นกรรม
ใต้แสงแห่งธรรม น้อมนำ
สุขแท้แก่ใจ

แสงเทียนเล่มน้อย
และ
ควันธูปลอยสู่ฟ้า
สงบกายา
นั่งภาวนามุ่งหมาย
ด้วยบริสุทธิ์ สัมพุทธสัมมา
กลางใจ
เกิด แก่ เจ็บตาย
เห็นในวัตตะสงสาร

ไม่คิดเศร้าใจ
เสียใจ เรื่องในทางโลก
ไม่คิดเศร้าโศก
วิตก หรือทรมาน ไม่คิดแย่งใคร
เมื่อใจ เราไม่ต้องการ
เนื้อหนังผิวพรรณ สังขารที่ไม่
เที่ยงธรรม

สัจจะอธิฐาน
มุ่งมั่นด้วยแรงศรัทธา
สะสมบุญญา
"พุทธบูชาเลิศล้ำ"
พร้อมนำชีวิต
สู่ทิศ
เส้นทางสร้างธรรม
อยู่ปลด
หมดกรรม
เมื่อมีแสงธรรมนำทางฯ

สืบกาลต่อไป
จะมีใครฟังพระเทศน์กันเล่า

(ระฆังธรรม)
เหง่งหง่างระฆังวังเวงมา
สาธุชนเจ้าข้า
ได้ยินระฆังหรือเปล่า ระฆังเสียเย็น
พระธรรมแผ่เห็นเป็นร่มเงา
ปุตชนผู้ร้อนเร่า
ก็ยัง
คงเร่า คงร้อน

เหง็งหง่างระฆังวังเวงลอย
เหมือนให้
ความทรามถ่อย ที่คอยผลาญใจ
คนกล่อม
วัดวาเหงาไป เพราะคนห่างไกล
เหมือนตัดรอน
เสียงสวดโหย โรยอ่อน
หนุ่มสาวง่วงนอน ไม่อยากฟัง

มีแต่คนแก่
ตั้งใจ แน่นิ่งสดับ ซึ้งพระธรรม
สงบระงับ
ดับเพลิงโลกีย์ พ่ายพลั้ง
สืบกาลต่อไป
คิดแล้ว หัวใจก็หนาวเสียจัง
หนุ่ม ๆ สาว ๆ รุ่นหลัง จะมีใครฟัง
พระเทศน์กันเล่า

เหง่ง หว่าง ระฆังวังเวงมา
สาธุชนเจ้าข้า
ได้ยินระฆัง หรือ เปล่า
ระฆังเสียเย็น
พระธรรมแผ่เห็นเป็นร่มเงา
พลิ้วแผ่วมาเบา ๆ
เสียพระคุณเจ้า ท่าน
“สวดมนต์”

ก่อนท่านจะเป็น
คนดี
สี่โมงเย็น
แม้จะมีผู้ทราบซี้งอย่างยิ่ง
ก็หาประโยชน์ใดเล่า

ขณะมีชีวิตอยู่
ท่านทำอะไร? ใครเห็นบ้าง
อ.พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา

โทรศัพท์
081-939-9560
270 หมู่ ๒ ตำบล นาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่
จังหวัด อุบลราชธานี

เสียงเพลงชุด “หนทางมนุษย์”
ต้นเสียงร้อง
คือ
คุณยุพิน แพรทอง
ฟังยังไง
ก็ยังไม่เบื่อ วัยก็ล่วงลงไปทุกวัน

อีกถ้าเราปฏิบัติ เข้าถึงธรรม
จะเห็นเนื้อร้อง ที่บรรยายออกจากหัวใจ
ผู้แต่ง
มีแต่ความหมาย ที่เป็นความรู้ทางธรรม
ควรอนุรักษ์

ทำไม?
ไม่ค้นหา คนดี ที่ไม่ควรลืม
“ครู”
คงไม่ปฏิเสธนะคะว่าท่านคือ
“บรมครู”
เพลงลูกทุ่งไทย

เด็กๆ สมัยนี้
นอกจาก
ธรรมะจะเข้าไปซาบซึ้งในหัวใจแล้ว
หาก แววดาวส่องแสง
อาจมีอนาคต ได้เป็นนักร้อง
“เด่น”
ของประเทศได้ ใครจะรู้

ณิชนันทน์ ดาวแบคคัส
ขอสนับสนุน

(เป็นมนุษย์ สุดประเสริฐ)

พระพุทธองค์
ทรงชี้หนทางสว่าง แสงธรรม
ส่องทาง
ท่ามกลางโลกอันเวียนวน
กิเลสตัณหา
เหมือนม่านบังตา มืดมนต์
ไฟ โลภ โกธร หลง
เผารน ใจคนขาด
ศีลธรรม

ไขว่คว้าดิ้นรน
ไปบนหนทางครั้งหม่น
โอ้ปุตุชน
ไม่พ้นว่ายวนเวรกรรม
บ่วงตามเวียน
(กิน)
รักไร้ ลืมศีล ลืมธรรม
เหมือนน้ำ ไหลลงที่ต่ำ มืดดำ
คล้ำในใจคน

มนูษย์
แปลว่า ผู้มีใจสูง
เหมือนดังยูง มีดีอยู่ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ
เป็นได้ก็แต่เพียงคน
ไม่อาจหลุดพ้น วังวน หลุมหล่ม
โลกีย์

มาซิเชิญมา
ที่นี้ หนทางมนุษย์
ที่บริสุทธิ์
ห่างความหมองมัวชีวี
ห่างโลกเวียนวน ของคนลุ่มหลงโลกีย์
พระพุทธองค์ ทรงชี้
วิถีพระธรรม
นำทาง
มนุษย์ฯ

(การได้เกิดเป็นมนุษย์)
สุดแสนประเสริฐ สร้างความดีไว้เถิด
เกิดกุศล ชีวิตจะมีความหมาย
ไม่มืืดมนต์ มาฝึกตน
น้อมพระธรรม ไว้นำทาง

แสงพระธรรมกระจ่างใส
ในความหมอง
ที่จับจองใจคน ให้หม่นหมอง
โลภ โกรธ หลง คุมจิต ปิดหนทาง
จึงอยู่อย่างคนบอด ปุถุชน

มาละลดปลดปล่อย
รอยจิตบาป
กิเลสหนา ปัญญาหยาบ พาขัดสน
ถ้าจิตต่ำเป็นได้ ก็เพียงคน
ที่เวียนวน คลุกเคล้า เมาชีวี

โครงการสร้างคน
ให้เป็นมนุษย์ เป็นโครงการณ์ที่บริสุทธิ์
โดยถ้วนถี่
ท่านพระครูเมตตาผู้ปราณี
ชี้ทางชั่วดี
ด้วยทางธรรม

เป็นประธานงานสร้างคน
ให้เป็นมนุษย์
ท่านเมตตาหวังฉุด พ้นทางต่ำ
ชวนชาวบ้านมาฝึกฝน
บนทางธรรม
เพื่อน้อมนำ สันติสุข
สู่ทุกชน

มาเถิดมา
มาฝึกฝนตนเองเถิด
มาสู่ทางอันประเสริฐ บุญกุศล
มาสร้างตน
ให้เป็นที่พึ่งตน
มาฝึกตนให้เปี่ยมล้น
ด้วยความดี
เป็นตนที่ได้พึ่ง ถึงที่สุด
พ้นจาก "คน" เป็นมนุษย์
มีศักดิ์ศรี
เป็นมนุษย์เปี่ยมศีลธรรม และ ความดี
พระครูเมตตานุศาสตร์ ช่วยชี้
ซึ่งทางธรรมฯ

(เป็นมนุษย์สุดประเสริฐ)
ถ้อยคำอัจฉริยะ
จาก อ.พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา
ท่านเป็นนักแต่งเพลง ลูกทุ่งภาคอิสาน
ปณิธานตั้งไว้ว่า
อายุ 60 ปี
ท่านจะน้อมใจถวาย
ความรู้จากบทเพลงสู่ลูกหลาน
บนทางธรรม

วันนี้ท่านทำได้แล้ว
ร่างกาย
ก็เหมือนต้นไม้ มีแต่จะหักโค่น
ไม่ช้าคนก็จะลืม

ขณะนี้ท่านยังเหลือชีวิต
น้อยเต็มที
ทำไม?
ไม่ส่งเสริมกันตอนนี้

บทเพลง บทกลอน
คงจะหาไม่ได้อีกถ้าท่าน
จากไป
เป็นคนดี ๔ โมงเย็น
สรรเสริญกันไปก็ไร้ค่า
ก็หาประโยชน์ อันใดไม่ได้

วันนี้ท่านกำลังทำอะไร?
ใครอยากรู้
โทร 081- 939-9560

(ปฏาจรา นางบนทางธรรม)
หญิงหนึ่ง กระแซะ กระเซิง
ซมชาน
เดินเข้าสู่ "เชตวัน" ธรรมสถาน
ของพุทธองค์
ไร้ผ้าคุมกาย หญิงชาย ขว้างปา โฉมโยง
นักว่าบ้าใบ้ ไล่ส่ง นางยังมุ่งตรง
สู่ธรรมสถาน

"พระศาสดา"
ตรัสห้ามมวลชน ประทาน
ผ้าให้ห่มตน
ตรัสเทศนา เมตตานงคราญ
นางผู้เสีย บุตร และ สามี ทุกข์ทรมาน
พระองค์ ทรงรู้โดยญาณ
ถึงคราวนางนั้น "จะสิ้นเวรกรรม"

ทรงเทศนาว่าธรรมดา
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ย่อมมีแก่สัตว์
ทั้งหลาย
ทั้งชั่ว ทั้งดี ทั้งสูง ทั้งต่ำ
แม้ศาสดา
ยังมิอาจ พ้นสัจธรรม พึงข้ามให้
พ้นห้วงน้ำ
วัฏฏะสงสาร
"ตัด"
การเวียนว่าย

นางถูกกระแสแห่งธรรม
นำทาง
ความมืด ค่อย ๆ เลือนจาง
ดั่งฟ้ารุ่งส่าง
แสงธรรมกำจาย
"ปฏาจรา"
นางผู้เศร้าโศกเดียวดาย
หลุดพ้น
"สู่ทาง"สายใหม่
ข้ามพ้นโพยภัย ในห้วงสงสาร

"มนุษย์"
แปลว่าผู้มีใจสูง
เหมือนดั่งยูง มีดีอยู่ที่แววขน
"ถ้าใจต่ำ"
เป็นได้ก็แต่เพียงคน
ไม่อาจหลุดพ้น
วังวน
หลุมล่มโลกีย์

"มาซิเชิญมา"
ทางนี้ หนทางมนุษย์
ที่บริสุทธิ์ ห่างความหมองมัวชีวี
ห่างโลกเวียนวน ของคนลุ่มหลงโลกีย์
พระพุทธองค์
ทรงชี้
วิถีพระธรรมนำทาง

(สืบกาลต่อไป)
จะมีใครฟังพระเทศน์กันเล่า

(ระฆังธรรม)
เหง็งหง่างระฆังวังเวงลอย
เหมือนให้
ความทรามถ่อย ที่คอยผลาญใจ
คนกล่อม
วัดวาเหงาไป เพราะคนห่างไกล
เหมือนตัดรอน
เสียงสวดโหย โรยอ่อน
หนุ่มสาวง่วงนอน ไม่อยากฟัง

มีแต่คนแก่ตั้งใจแน่นิ่ง
"สดับ"
ซึ้งพระธรรมสงบระงับ
ดับเพลิงโลกีย์ พ่ายพลั้ง
สืบกาลต่อไป คิดแล้วหัวใจก็หนาวเสียจัง
หนุ่ม ๆ สาว ๆ รุ่นหลัง จะมีใครฟัง
พระเทศน์กันเล่า

(คนดีสี่โมงเย็น)
เวลาสี่โมงเย็น โฆษกทำหน้าที่
ประกาศความดีทั้งหลายแหล่
ประมาณ ๑๐ นาที
แม้จะมีผู้ทราบซี้งอย่างยิ่ง
ก็หาประโยชน์ใดเล่า

ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่
ท่านทำอะไร? ใครเห็นบ้าง
อ.พงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา

โทรศัพท์
081-939-9560
บ้านเลขที่ 270
หมู่ที่ ๒ ตำบล นาคำ อำเภอศรีเมืองใหม่
จังหวัด อุบลราชธานี

ดาวแบคคัส
ขอสนับสนุน ด้วยค่ะ

สมัครสมาชิก ฟรี นะคะ
ต้องการรู้จำนวน เรื่องที่ท่านชอบ
เพื่อปรับปรุง แก้ไข
ให้อ่านสบาย ๆ

ไม่ต้องห่วงนะคะ
ที่มีผู้หวังดี รบกวนแว๊ป
(ลบจำนวน) ผู้เข้ามาชมออกไป
"หนึ่งล้านเจ็ดแสนกว่า"
ขอบคุณค่ะ
วันเดียวก็เข้ามา
"แปดพันกว่า"

ร่างกายยังไม่ใช่ของเรา
ขอบคุณค่ะๆๆ
เราได้ๆๆ
ได้อะไร?
ได้เห็นอารมณ์ของเรา
จะฟุ้งซ่าน
ไปด่าเขาหรือเปล่า
ขืนด่า
กิเลสมันก็ตีหัว "เป้ง "
เสร็จมัน

ท่านสมาชิกคะ
"วิปัสสนากรรมฐาน"
เขาก็ฝึกกันไว้ตรงถูกกระทบ
เราจะกระเทือนหรือเปล่า
"ทุกข์" หรือ "สุข"
มันอยู่ตรงนี้ค่ะ

อาจารย์ ท่านร้อยกรอง
คำร้อง
มาจากจิตที่ "เหนือ"
ท่านมีความปรารถนาดี
ต่อเพื่อนร่วมโลกจริง ๆ ใครเห็น
ใครเข้าไปถึงได้
เรียกว่า
(กุศล ผลบุญ)

มาดูเรื่องเพลงกันดีกว่า
ลูกหลานเสียงดี
โทร
ไปขอต้นแบบ มาฝึกได้

คุณครูที่ท่านสอน
ร้องเพลง
ช่วยกัน
อนุรักษ์เพลงธรรมะบ้างนะคะ
โทร
081-939-9560

(วันอังคารที่ 21 พ.ค.2556)
พนมนิ้วต่างธูปเทียนเหนือเศียรนี้
น้อมศีรษะอันชุลี
แทนบัวขาวฯ

ความมีกัลยาณมิตรเป็นสิ่งดีงาม
แนะนำประโยชน์ให้เพื่อน
ให้ได้ฟัง ได้รู้ ในสิ่งที่ไม่เคยฟัง
บอกหนทางแห่งความสุข
เห็นความงอกงามที่จะเกิด ต่อเพื่อน

การให้อย่างมีปัญญา
ต้องข้าม ผิด-ถูก ชั่ว-ดี
และ
ไม่มีเงื่อนไข
เพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้

ทุกชีวิต ต้องมีความคิด
เพียงแต่ คิดนั้นมีประโยชน์ หรือ มีโทษ

ประโยชน์
ย่อมสัมพันธ์กับสติ ที่รักษาจิตไม่เป็นทุกข์

ความคิดปรุงแต่ง ทำลายปกติสุขของจิต
เป็นความคิดที่ไม่มีประโยชน์

วันที่ 28 เมษายน 2556
ลงทะเบียน สมัครสมาชิกฟรี นะคะ
คลิกเข้าไปอ่านข้างใน

ชีวิต คือ อะไร? ทำไม? ต้องศึกษา
เห็นจริง รู้แจ้ง สุขจริงหรือ?
บอกให้รู้ ทำให้ดู อยู่อย่างสงบเย็น
เป็นตัวอย่างที่ถูกต้อง

วันที่ 25 เมษายน 2556
วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเส็ง
จ.ศ.๑๓๗๕ ค.ศ 2013

(การให้)
เป็นการลดความตระหนี่
ให้อย่างมีปัญญา
ต้องข้าม ผิด-ถูก ชั่ว-ดี
ให้ได้แม้เราไม่พอใจ บางครั้งต้องฝื่น
ต่อไปจะเป็นอัตโนมัติ

ไม่ใช่ให้เฉพาะคนที่พูดถูกใจ
เป็นเหตุให้
บำเพ็ญทาน เพราะตัวกู ของกู

ให้เพราะผูกมัดผู้อื่น
อยากจะได้เขามาเป็นพวก
มันเป็นบุญกิริยา วัตถุ เป็นการสะสมบุญ

เพื่อนแท้ ไม่ใช่แค่ "จริงใจ"
แต่เป็นแสงอำไพ แห่งรุ่งอรุณ ของชีวิต

บอกหนทางแห่งความสุข
คอยแนะนำ สิ่งที่เป็นประโยชน์ และ มีน้ำใจ
การมีเพื่อนที่ดี ต้องรู้จักทนุถนอม
เหมือนทรัพย์อันมีค่า
เพราะเป็น ของขวัญ ที่ธรรมชาติ
ประทานมาให้

อนุสานีปาฏิหาริย์
ให้เห็นแจ้ง นำไปปฏิบัติได้ผลจริง
แก้ปัญหาชีวิตได้

(ทำกับฉันอย่างกะฉัน)
นั้นไม่ตาย
ยังอยู่กับท่านทั้งหลายอย่างหนหลัง
มีอะไรมาเขี่ยได้
ให้กันฟัง เหมือนฉันนั่งร่วมด้วยช่วยชี้แจง
(คัดจากขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์)

ทรัพย์สมบัตินี้ มันมาจากอะไร?
เราก็พอ จะมองออกได้ว่า มันมาจาก
ความอยาก ความต้องการ
ตามความรู้สึกของตน แล้วก็ขวนขวาย
หาทรัพย์นั้นมา
(คัดจาก ชีวิตคืออะไร?)
พระพุทธทาส

(ถ้าศาสนากลับมาได้จริง)
สิ่งเหล่านี้ จะหมดไป ศาสนาถือว่า
การแสวงหา การมีไว้
อะไรที่มันเกินแล้ว ก็เป็นบาปทั้งนั้น

เราอาจจะแสวงหามา
มากเกินความจำเป็นส่วนตัวเราได้
แต่เพื่อช่วยผู้อื่น ช่วยเพื่อนมนุษย์ อย่างนี้
ไม่เรียกว่า (เกิน)

ต้องควบคุม อยู่ในส่วนที่พอดี ๆ
จึงใช้คำว่า อยู่ตรงกลาง
“มัชฌิมาปฏิปทา”
(คัดจาก ทางห้ามเดิน สองแพร่ง)

(คนกล่าวขนาบ)
ข่มขี่ นั่นและ คือ คนชี้ขุมทรัพย์

การรักษาขุมทรัพย์
ของพุทธศาสนา ตกเป็นภาระ
(ของบรรพชิต โดยเฉพาะ)

(ฆราวาส)
มีส่วนให้ ความสนับสนุน ให้เหมาะสม
แก่เพศของตนๆ ก็นับว่าเพียงพอ
บรรพชิต เป็นผู้แจว ผู้พาย
ฆราวาส เป็นผู้ให้กำลังเสบียงในลักษณะ
ถูกทาง
(คัดจากขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์)

ใช้เวลาที่เหลืออีกไม่นาน
ให้ดีที่สุด
ก่อนจากโลกนี้ไป
ทุกข์แสนสาหัส จึงคว้าค้นหา จนพบ
(คำสอน)
ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำถูกทาง
สามารถ “พ้นทุกข์” ได้จริง

(อย่าดูถูกตัวเอง)
ถึงแม้เราจะเคยเป็นคนชั่ว ก็ไอ้ความชั่ว
ที่เราเข้าไป (สัมผัส) นั่นแหละ
เป็นครูที่วิเศษนัก
ให้เรารู้แจ้งทางโลก เห็นความจริงของโลก
ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม

พระพุทธองค์ ทรงให้ความสำคัญ
(กับ ความทุกข์)

เราไม่ใช้สัพพัญญู
เพียงเป็นนักศึกษา ผู้ถูกโชคชะตา"ตั้งโจกย์"
ให้ค้นคว้า เมื่อเจอทาง “เย็น”
ก็รีบมาบอกเพื่อน สุดแต่เพื่อนจะเห็น
คุณค่า ควรแก่การใช้
หรือ ได้รับประโยชน์ สมปรารถนา สาธุ

ธรรมใด? ที่เราได้มา ทดสอบโดย
เอามาผสมกิเลส แล้วมัน
ลด ละ บรรเทาลงได้
แสดงว่า เราเดินทางถูก เพียรต่อไป
แล้วคุณจะ “ออ”

ภูเขายิ่งสูง เหวยิ่งลึก
เคารพ ป้าย
บอกโค้งนี้มีอันตราย แล้วท่านจะผ่านได้
ขอเพื่อนใช้ความพยายามนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี
จาก
ณิชนันทน์ ดาวแบคคัสฯ


วันที่ 24 เมษายน 2556
วันพุธ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเส็ง
จ.ศ.๑๓๗๕ ค.ศ 2013

(ทุกข์อริยสัจ)
ใครจะมีปัญญา
มองเห็นเหตุของมัน

(กิเลส)
มันเป็นของคู่โลก คู่จักรวาล
ใครมีปัญญา
อยู่เหนือมัน (รู้ทันมัน) หยุดที่ใจเรา

(การให้)
เป็นการลดความตระหนี่
ให้อย่างมีปัญญา
ต้องข้าม ผิด-ถูก ชั่ว-ดี
ให้ได้แม้เราไม่พอใจ บางครั้งต้องฝื่น
ต่อไปจะเป็นอัตโนมัติ

ไม่ใช่ให้เฉพาะคนที่พูดถูกใจ
เป็นเหตุให้
บำเพ็ญทาน เพราะตัวกู ของกู

ให้เพราะผูกมัดผู้อื่น
อยากจะได้เขามาเป็นพวก
มันเป็นบุญกิริยา วัตถุ เป็นการสะสมบุญ

ทั้งโลกเปรียบเหมือนโรงละครใหญ่
ชายหญิงไซร้
เปรียบตัวละครนั่น ต่างมี ยามเข้าออก
อยู่เหม
ผู้ประกาศ @wong    Cr    [ 2014-10-26 ]

 

::::โพธิวงศ์- โดยณิชนันท์ น้อยสุวรรณ[www.potiwong.com]::::

[+++ติดต่อ+++]
สำนักงานใหญ่: อ. โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
สำนักงานสาขา: อ. เมือง จ.เชียงราย
โทรสายด่วน 081-946-4980